ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่ ระบุว่าอาการถ่ายเป็นเลือดไม่ควรสรุปว่าเป็นเพียงริดสีดวงทวารเสมอไป เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งมีความแตกต่างกันดังนี้
- ลักษณะเลือด: ริดสีดวงมักเป็นเลือดสีแดงสดหยดตามหลังถ่ายเสร็จ แต่มะเร็งลำไส้มักมีเลือดคล้ำหรือมูกปนในเนื้ออุจจาระ
- อาการร่วม: ริดสีดวงมักมีอาการปวด แสบ หรือคันบริเวณทวารหนัก ขณะที่มะเร็งลำไส้มักมาพร้อมอาการท้องผูกสลับท้องเสีย หรืออุจจาระลำเล็กลง
- พฤติกรรมการขับถ่าย: หากขับถ่ายผิดปกติเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องตรวจคัดกรองทันที
จุดสังเกตสำคัญระหว่างริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ใหญ่
ความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดคือการคิดว่าเลือดสีแดงสดคือริดสีดวงเพียงอย่างเดียว ในความเป็นจริงมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายใกล้ทวารหนักก็สามารถทำให้เกิดเลือดสีแดงสดได้เช่นกัน แต่จุดที่ใช้ตัดสินใจเบื้องต้นคืออาการข้างเคียง หากเป็นริดสีดวงมักจะรู้สึกถึงติ่งเนื้อที่ปลิ้นออกมา หรือมีความรู้สึกเหมือนถูกกระดาษบาดขณะเบ่งถ่าย แต่ถ้าเริ่มมีอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือรู้สึกถ่ายไม่สุดติดต่อกันหลายวัน ข้อมูลนี้บ่งชี้ว่าควรเข้าพบแพทย์เพื่อส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) มากกว่าการซื้อยามาทาเอง
พฤติกรรมเสี่ยงที่พบได้บ่อยในปัจจุบันคือการ “นั่งแช่” ในห้องน้ำเพื่อเล่นมือถือ ซึ่งจะเพิ่มแรงดันในหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้หัวริดสีดวงอักเสบและแตกได้ง่ายขึ้น แพทย์แนะนำว่าควรใช้เวลาในห้องน้ำไม่เกิน 5-10 นาที และควรเข้าห้องน้ำเมื่อปวดจริงเท่านั้น เพื่อลดภาระของกล้ามเนื้อหูรูดและป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
สำหรับการป้องกันและการดูแลตัวเองในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (FIT Test) เป็นประจำทุกปีถือเป็นเรื่องจำเป็น นอกจากนี้การปรับโภชนาการด้วยการเพิ่มใยอาหาร เช่น ถั่วลันเตา ซึ่งมีไฟเบอร์สูงถึง 8.6 กรัมต่อ 100 กรัม จะช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องตัว ลดการครูดของอุจจาระแข็งกับผนังลำไส้ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการเลือดออกและอาการอักเสบเรื้อรัง
สรุป การถ่ายเป็นเลือดเป็นสัญญาณที่ไม่ควรละเลย หากมีอาการผิดปกติสะสมเกิน 2 สัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะอุจจาระที่เปลี่ยนไปหรืออาการอ่อนเพลีย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อแยกโรคระหว่างริดสีดวงและมะเร็งลำไส้ใหญ่ การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไม่เพียงแต่ช่วยรักษาให้หายขาดได้ง่ายขึ้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงที่โรคจะลุกลามจนรักษายากในอนาคต